Most frequently asked question คำถามที่ทุกคน โดยเฉพาะพี่ ๆ น้อง ๆ ที่กำลังเริ่มฝึกภาษามักจะถามเข้ามาในช่องทางต่าง ๆ ของฝรั่งอั่งม้อ คือ
จะให้เริ่มต้นฝึกภาษาเลย ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
ตั้งใจจะจริงจังกับการฝึกให้เก่งขึ้น แต่มันก็ดูเยอะไปหมดเลย
ไม่รู้ว่าจะเรียนเรื่องอะไร ต้องทำอะไรก่อนดี
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ฝรั่งอั่งม้อก็มักจะแนะนำกับทุกคนที่อยากเริ่มฝึกภาษาให้ “เริ่มจาก input” ก่อนเสมอ
หนึ่งใน Input ที่ทำได้ง่าย ๆ ก็คือ “การฟัง”
แล้วทำไมต้อง “ฟัง” เพื่อให้ “พูด” ได้เก่งด้วย
แวะมาทบทวนสักนิดว่า เรามี 4 ทักษะภาษาคือ…..
1. ทักษะการฟัง listening skills
2. ทักษะการพูด speaking skills
3. ทักษะการอ่าน reading skills
4. ทักษะการเขียน writing skills
ซึ่ง 4 ทักษะเหล่านี้มีความเชื่อมโยงและพึ่งพาซึ่งกันและกัน (interconnected & interdependent)
ทักษะการพูดและการฟังเกี่ยวเนื่องกัน การฟังเป็น input และการพูดเป็น output
ถ้าเราอยากจะมีคลังคำศัพท์ มีสำนวน มีประโยคต่าง ๆ ไปพูด
หรือถ้าเราอยากจะออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเป๊ะยิ่งขึ้น
เราก็ต้องเริ่มจากการได้รับ input มากเพียงพอ
การฟังคือการเก็บข้อมูล เพื่อจะได้นำไปใช้ต่อได้ และเป็นทักษะที่เริ่มทำได้ด้วยตัวเอง ง่าย ๆ เลย
How to listen better แล้วต้องฟังยังไงให้ได้ผล
กูรู และสถาบันการเรียนภาษาหลายที่ก็มักจะแนะนำว่า
ถ้าทำสองอย่างนี้ได้ เราจะพัฒนาทักษะฟังได้ดีขึ้นแน่นอน
- Do it consistently ทำมันอย่างสม่ำเสมอ
- Do it for a long period of time ทำมันให้ได้ต่อเนื่องยาวนานพอ
เพราะฉะนั้นเพื่อให้เราสามารถทำมันซ้ำ ๆ และยังคงทำมันได้ยาวนานพอ
การเริ่มต้นมันจะต้อง “สนุก” เพลิน ๆ ทำได้เรื่อย ๆ ไม่รู้สึกฝืนทนจนเกินไป
เพราะถ้าเราไม่ชอบ เราจะฝืนทำไม่ได้นาน และยั่งยืนเพียงพอค่ะ
แต่แค่เปิดอะไรฟังเฉย ๆ ไปเรื่อย ๆ แค่นั้นเองหรอ ที่จะช่วยให้ทักษะการฟัง (listening skills) ของเราดีพอ
เชื่อมั้ยคะ ว่าถ้าให้คนสองคน ใช้เวลานั่งฟังภาษาอังกฤษเท่ากัน
พอถามว่าจำอะไรได้บ้าง และเอาอะไรไปใช้ได้บ้าง
มีความเป็นไปได้ ว่าสองคนนี้จะได้ไม่เท่ากัน
ไม่ใช่เพราะคนนึงฉลาดกว่า หรือคนนึงสมองทำงานน้อยกว่า
แต่เป็นเพราะวิธีการฟังที่ต่างกันต่างหาก
เพราะฉะนั้นในบทความนี้เราจะพามาดูเทคนิคการฝึกฟังให้ได้ผลลัพธ์ในการฝึกภาษาที่ดีที่สุดกันค่ะ
เทคนิคฟังให้ได้ดีขึ้น เพื่อพูดให้ได้เก่งขึ้น
1. Try brain soaking ทำให้สมองฉุ่มช่ำไปด้วยภาษาอังกฤษ ดังนี้
- Change your environment เปลี่ยนบรรยากาศให้รอบล้อมไปด้วยภาษาอังกฤษ
เช่น เปลี่ยน/ฟัง Google map, Morning news, TV, Social Media Feed เป็นภาษาอังกฤษ
เรามักคิดว่าต้องนั่งเพ่งสมาธิ 100% มันถึงจะเข้าสมอง ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเรา focus ได้ตลอดมันก็อาจจะดี แต่เพราะแบบนี้เราเลยอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากกว่าจะจัดเวลาได้ทำ
เพราะฉะนั้นเพื่อให้เราเริ่มต้นทำได้ง่ายมากที่สุด การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว ให้เราเข้าถึงภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น ขอแค่ได้ฟังผ่าน ๆ หู ก็มีส่วนช่วยเพิ่มความคุ้นชินกับ set เสียง และพัฒนาให้เราออกเสียงได้ชัดเป๊ะมากยิ่งขึ้นได้ด้วยนะ - Don’t wait until you are free ไม่จำเป็นต้องฟังเฉพาะเวลา “ว่าง”
ให้เราทำไปพร้อม ๆ กับการทำกิจกรรมที่ไม่ได้ต้องจดจ่อ 100%
เช่น ขับรถ, ทำงานบ้าน, ออกกำลังกาย, นั่งรถสาธารณะ, แต่งหน้า มันจะเพลิน ๆ ไป
ไม่งั้นเราอาจจะรู้สึกว่า “ไม่มีเวลา” ฝึกฟังเลย
ถ้าเราสามารถจัดเวลาให้ฟังเยอะ ๆ แบบตั้งใจ 100% ได้ แน่นอนก็คงดี แต่เพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอได้มากกว่า ในวันเวลาที่เราอาจจะไม่ได้ว่างนั่งเรียนจริงจัง
การฟัง podcast ดู youtube ขณะที่ล้างจาน ซักผ้า ขับรถ ให้กลายเป็นนิสัย ที่ทำทีละนิด เป็นประจำ ย่อมได้ผลดีกว่าในระยะยาวค่ะ
พยายามทำให้มันติดเป็นนิสัยของการเรียนรู้ เพราะยิ่งถ้ามันเป็นอะไรที่เราชอบอยู่แล้ว
เราจะยิ่งทำได้เรื่อย ๆ
2. Catch the words จับคำ
ช่วงแรก ๆ จับเป็นคำไปก่อน แล้วค่อย ๆ จับเป็นวลี จนกระทั่งสามารถจับเป็นรูปประโยคได้
การเรียนโดยรู้ว่าคำนี้มาจากไหน หนังเรื่องอะไร ใครพูด พูดในฉากไหน มันทำให้เราเข้าใจ Context (บริบท) ที่ช่วยให้เข้าใจการใช้งาน จำได้ดีกว่า และเอาไปใช้พูดได้ง่ายกว่า เช่น
- ใช้ สมุดโน๊ตเล็ก ๆ หรือแอปจดโน๊ตโทรศัพท์ ที่เราสามารถดึงออกมาจดและทบทวนได้ง่าย ๆ อยู่ตลอด ได้ยินปุ้ป จดปั้ปเลย แล้วหาวิธีให้ตัวเองได้เอาคำนั้นมาพูดทันที ก่อนที่เราจะลืมมันไป ดีกว่าพยายามจดจำด้วยสมองอย่างเดียว (เพราะมันมักจะลืมได้ง่าย ๆ) หรือจดไว้ในเศษกระดาษที่อาจจะทิ้งหายไป ไม่ได้กลับมาทบทวน หรือเอามาใช้
พอเราเริ่มจับคำได้มากขึ้น ให้ฝึกจดและเรียนเป็นวลี เป็นประโยคสำเร็จรูปเลย (fixed expressions)
ช่วยให้เราไม่ต้องมานั่งประกอบคำในประโยค (ที่เรามักนึกไม่ค่อยออก เรียงประโยคไม่ค่อยทันเวลาพูด)
ถ้าเราฝึกจดจำมาทั้งโครงสร้างประโยคเลย เวลาพูดก็เพียงแค่นำมาปรับคำเล็กน้อย
เช่น เปลี่ยน she เป็น he, เปลียน is เป็น are เพื่อให้ตรงกับบริบทที่ต้องการ เราจะสามารถพูดได้คล่องขึ้นค่ะ
ถ้าอยากรู้จักเทคนิค การฝึกเรียนรู้จากวลีตายตัว (fixed expression) เพื่อให้สนทนาลื่นไหลขึ้น เรียนเต็ม ๆ ได้ที่ คอร์ส Conversation สนทนาลื่นไหล มั่นใจร้อยเปอร์
3. Practice Shadowing ได้ยินปุ๊ป พูดตามปั๊บ
มีหลายงานวิจัยที่บอกว่า การแค่ “พูดตาม” เสียงที่ได้ยิน ช่วยให้การฝึกภาษานั้นได้ผลขึ้นมาก ๆ เลยค่ะ
เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ทำได้ง่ายมากคือ ได้ยินจากหนัง/วิดีโอ/คนพูดปุ๊ป พูดตามซ้ำ ๆ เลย พยายามเลียนเสียงให้ใกล้เคียงกับเสียงต้นแบบมากที่สุด เหมือนเราเป็นนกแก้ว นกขุนทองเลยค่ะ
เพราะเสียงนั้น มันจะยังค้างในหัวเราอยู่ ถ้าเราฝึกพูดตามทันที เราจะสามารถออกเสียงได้เป๊ะขึ้นและเพิ่ม muscle memory (ความจำของกล้ามเนื้อ) จากการทำเสียงตามได้ง่ายขึ้น
4. Prioritize consistency ให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอเป็นหลัก (ไม่ต้องนานมาก แต่เน้นฝึกบ่อย ๆ)
Cramming doesn’t work! การเรียนรู้แบบอัดข้อมูลอะไรสักอย่างในทีเดียว มักจะไม่เกิดผลดีกับการเรียนรู้และความจำในระยะยาว (long-term memory) สักเท่าไหร่
หลายคนอาจจะพยายาม “ทน” ฟังหลายชั่วโมง เพราะคิดว่า จะได้ฟังเยอะ ๆ ไง แต่แล้วก็จำอะไรไม่ได้ และก็ทำให้ไม่อยากกลับไปทำอีกซ้ำ ๆ
แต่ถ้าเราลองแค่ดูคลิปวิดีโอ ฟังเพลง วันละ 5-10 นาที แต่ทำได้เรื่อย ๆ
ได้คำศัพท์ครั้งละ 2-3 คำ แต่สะสมไปในระยะยาว แบบนี้มักจะยั่งยืนและเห็นผลได้จริงค่ะ
5. Diversify your input เลือกแหล่งและรูปแบบสื่อการฟังที่หลากหลาย
เมื่อเราเริ่มฝึกไปสักพักแล้ว แนะนำให้เราลองเพิ่มความหลากหลายในสิ่งที่ฟังดูค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อ รูปแบบสื่อ หรือสำเนียงที่อาจจะแตกต่างกัน
เพราะเนื้อหา คำพูด ประโยค คำศัพท์ที่ใช้ก็จะได้กว้างและครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น เช่น
- Movies การดูหนัง ช่วยให้เราได้รู้จักคำศัพท์ ประโยคที่ใช้สนทนา อธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ
- VLOG การดูวิดีโอก็จะช่วยให้เข้าใจวิธีการสื่อสารและ update คำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตจริง คำแสลงใหม่ ๆ และเห็นการใช้ชีวิตและวัฒนธรรมจริง
- Music การฟังเพลงก็ทำให้ได้คำศัพท์ วลีแสดงความรู้สึกที่หลากหลาย
- Podcast การฟังพอดแคสต์ช่วย เพิ่มคลังคำศัพท์ และสื่อสารรูปแบบ/วิธีการอธิบายข้อมูลต่าง ๆ
การฟังจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน และหลากหลายแนว ช่วยให้เราได้คำศัพท์ในบริบท กาลเทศะ และสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป
หวังว่าเทคนิคพวกนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนนะคะ ลองเอาไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันทุกคนดูน้า
ทำยังไงก็ได้ทุกคน จะนั่ง จะนอน หรือตีลังกาก็ได้ 55555 แต่ให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากที่สุด
และฝึกจนเป็นนิสัยเลยค่ะ
เหมือนเวลาที่เรามีนิสัยของการเปิดทีวี ฟังข่าวตอนเช้าอะไรทำนองนั้น เพียงแค่ใส่ภาษาอังกฤษเข้าไปหน่อย
แค่นี้ก็ช่วยให้เก่งขึ้นได้แล้ว
ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการฝึกภาษานะคะ
ทีมฝรั่งอั่งม้อ
สำหรับใครที่อยากพูดเก่งขึ้นได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องท่องจำ ไม่ต้องเก่ง Grammar แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
มาทดลองเรียนฟรีได้ในคอร์ส พูดฝรั่งได้ดั่งเสก ปูพื้นฐานทักษะ การพูด การฟัง ให้ใช้ภาษาได้ อย่างมั่นใจ

AI AIช่วยเขียน ai เขียนภาษาอังกฤษ business collocation Email Englishtips fixed expression follow up Howareyou How to How to learn howtolearn idioms input interview meeting output phrasesformeeting presentation Reading resume thank you Vocabulary คำถามสัมภาษณ์ คำศัพท์ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ตอบHowareyou ประโยคเริ่มต้นอีเมล ปีใหม่ ฝึกภาษา พูดไม่ได้ ภาษาอังกฤษ วลีตายตัว สัมภาษณ์ สัมภาษณ์งาน สำนวน อีเมล เก่งภาษา เขียน CV เขียน Resume เขียนอีเมล เรซูเม่ แคปชั่น แคปชั่นภาษาอังกฤษ



Leave a Reply